หา Function ที่เข้าตา ก่อนหาราคาที่ถูกใจ

Posted on

มีคำพูดว่า “จุดที่ลำบากใจที่สุดในการคุยงาน คือการสรุปราคา”
เพราะต่างฝ่ายต่างเริ่มวัดใจกันว่าจะตกลงกันได้หรือไม่

ถ้าคุณเป็นคนประเภทที่เข้าร้านหนังสือบ่อยๆ รู้ไหมครับ เราแยกประเภท “หนอนหนังสือ” หรือคนที่มาหาหนังสือเพราะ “จำเป็นต้องซื้อ” ออกจากกันได้ง่ายมาก
ดูกันง่ายๆ แบบนี้ครับ

“หนอนหนังสือ”

เวลาหยิบหนังสือที่เขาสนใจขึ้นมาหนึ่งเล่ม เขาจะหยิบมาอ่านหน้าปก แล้วหันกลับไปอ่านปกหลัง ดูราคา แล้วก็เปิดเนื้อหาด้านใน จากนั้นก็แล้วแต่ว่า จะซื้อหรือไม่

“จำเป็นต้องซื้อ”

หยิบหนังสือ ดูชื่อเรื่อง ดูราคา แล้วก็ตัดสินใจเลยว่าจะซื้อหรือไม่

สองคนนี้ จะตัดสินใจซื้อหรือไม่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันครับ คนที่ชอบอ่านหนังสือ จะดูว่าหนังสือที่หยิบมานั้น ตอบโจทย์ความต้องการของเขาหรือไม่ แล้วราคาพอสู้ไหวไหม ถ้ายังไม่มีเงินจะซื้อ หรือต่อให้มีเงินที่จะซื้อ สิ่งที่ดูต่อคือ มันคุ้มไหม ที่จะซื้อด้วยการเปิดอ่านข้างในคร่าวๆ แล้วจึงตัดสินใจว่า จะซื้อไหม แต่หากลงว่าถูกใจ แต่เงินไม่พอ หนังสือเล่มนั้นก็จะถูกหมายตาเอาไว้ทันที เพื่อจะคว้ามาเป็นเจ้าของในอนาคต
แต่หากต้องซื้อเพราะจำเป็นต้องซื้อ จะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ว่าในเล่มมีอะไร แต่อันไหนถูกเงิน เอาเล่มนั้นก่อน ยังไงก็หัวข้อเรื่องมันก็เหมือนๆ กัน
จึงไม่น่าแปลกใจที่ “หนอนหนังสือ” จะได้ครอบครองหนังสือที่ดี และคุ้มแก่ราคากว่าเสมอ เพราะการเลือกซื้อ ก็ไม่จำเป็นจะต้องแพงกว่าเสมอไป แต่เนื้อหามันโดนใจ อันนี้ซิ สำคัญ

ในธุรกิจ Software สปา ผมมักจะเจอลูกค้าอยู่ 2 ประเภทหลักๆ คือ คนที่ถามว่าคำแรกว่า “มันทำอะไรได้บ้าง” กับ คนที่ถามว่า “ราคาเท่าไหร่”

การถามว่า “ราคาเท่าไหร่” จริงๆ แล้วก็ไม่ถือว่าเลวร้ายครับ เพราะหลายคนมองว่า Software เป็นสินค้าทางเลือก ถ้าแพงไปก็ยังไม่เอา
แต่ในทางกลับกัน การถามคำถามแรกว่า “ราคาเท่าไหร่” กลับกลายเป็นข้อเสียที่จะปิดโอกาสของตัวเองในการเรียนรู้ และเข้าใจต่อการลงทุน รวมถึงเข้าใจแนวทางความต้องการจริงๆ ของ Software ที่จะนำมาใช้ในองค์กร

ดังนั้นก่อนที่คุณจะถามว่า “ราคาเท่าไหร่” คำถามที่ควรตั้งทดไว้ในใจก่อนคือ “ทำไมคุณถึงต้องหา Software”
การที่เราจะเลือกว่า ต้องมี Software มาใช้แล้วนะ คงไม่ใช่เพราะว่า ก็เห็นคนอื่นเขาใช้ เลยต้องใช้บ้าง
คุณต้องมีโจทย์ในใจแล้วว่า ตอนนี้ คุณกำลังเจอกับปัญหาอะไร นั่นละครับ เหตุผลที่คุณต้องมี Software

เพราะถ้า Software ที่คุณลงทุนไป มันแก้ปัญหาไม่ได้ ต่อให้ราคาถูกแสนถูก แค่หลักร้อย ถ้ามันใช้ไม่ได้ มันก็แพงอยู่ดี

ถ้ามองให้ง่ายเข้า Software เองเป็นเหมือน “ยา” ตัวหนึ่งที่คุณเอาไปแก้ไขปัญหาครับ
ถ้าคุณเป็นหวัด คุณคงไม่ซื้อพลาสเตอร์ยา เพียงเพราะว่ามันแผ่นละไม่กี่บาท และถูกกว่ายาแก้หวัดหลายเท่า
เพราะสุดท้าย ยังไง หวัดก็ไม่หายอยู่ดี

ดังนั้น ก่อนจะซื้อ Software หาจุดที่คุณจะนำมาแก้ไขรักษาครับ แล้วดูซิว่า มันตรงกับที่คุณต้องการหรือไม่ และราคา คุณรับมันได้ไหม
เพราะจะได้ไม่ต้องไปเสียแล้ว เสียอีก กับยาที่ไม่ตรงกับที่ตัวเองต้องการครับ ^_^